นักวิจัยพบพันธ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก เตรียมต่อยอดยาต้านมะเร็ง

นักวิจัยพบพันธ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก เตรียมต่อยอดยาต้านมะเร็ง

นักวิจัยพบพันธ์ไม้ชนิดใหม่ของโลก เตรียมต่อยอดยาต้านมะเร็ง             นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบพืชชนิดใหม่ของโลก เตรียมต่อยอดใช้เป็นยาต้านมะเร็งต่อไปโดยพืชชนิดนี้ได้รับพระราชทานนาม “พรหมจุฬาภรณ์” ซึ่งถูกค้นพบจากป่าดิบแล้งบนเขาหินปูนขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พืชนิดใหม่ของโลกที่ถูกค้นพบ ก่อนนำไปใช้เป็นยาต้านมะเร็งดังกล่าว คือโครงการวิจัยเรื่อง “อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงา (Annocaceae) ในประเทศไทยที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อช่วยอนุรักษ์และการนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำหนังสือพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย (Flora of Thailand) ผ่านการสนับสนุนบางส่วนจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือมีชื่อใหม่ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ พืชชนิดใหม่ของโลก ที่จะถูกนำไปต่อยอดยาต้านมะเร็ง มีลักษณะพิเศษอย่างไร พืชที่ถูกค้นพบ ก่อนจะนำไปต่อยอดเป็นยาต้านมะเร็ง มีลักษณะคือ เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร และมีดอกขนาดเล็กที่สุดในสกุล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีสีขาวโดดเด่น โดยสีจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครีมเมือดอกมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกลิ่นหอมปานกลางคล้ายกับดอกโมก ส่วนกลีบดอกชั้นในประกอบกันเป็นรูปโดและบริเวณโคนกลีบค่อนข้างคอด เผยให้เห็นช่องว่างระหว่างกลีบ ซึ่งเมื่อผลเริ่มสุกก็จะมีแดงอมส้ม “พรหมจุฬาภรณ์” ที่จะถูกนำไปต่อยอดยาต้านมะเร็ง เป็นพืชที่เสี่ยงสูญพันธ์ พืชชนิดใหม่ของโลก “พรหมจุฬาภรณ์” ถูกตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Brittonia ซึ่งจัดเป็นพันธ์ที่ใกล้สูญพันธ์อย่างยิ่งยวด…

แพทย์เตือน ทานอาหารเสริมต้านมะเร็ง อาจส่งผลร้ายกว่าผลดี

แพทย์เตือน ทานอาหารเสริมต้านมะเร็ง อาจส่งผลร้ายกว่าผลดี

แพทย์เตือน ทานอาหารเสริมต้านมะเร็ง อาจส่งผลร้ายกว่าผลดี             คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาระบุว่า คนไข้มะเร็งต้องแจ้งด้วยว่า ทานอะไรต้านมะเร็งเพิ่มเติมอยู่หรือไม่ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือสมุนไพรชนิดใด เพราะหากคนไข้มะเร็งรับประทานสิ่งเหล่านี้ มันอาจทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผล ศ.การ์โดโซหัวหน้าศัลยแพทย์ทรวงอก จากศูนย์มะเร็งชองพาลิโม (Champalimaud Cancer Center) กรุงลิสบอน ของโปรตุเกส ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการักษาด้วยสมันไพร หรือครีมสมุนไพรได้ผล หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยอะไรดีก็ตาม แต่ทางที่ดีที่สุดคือยาเพิ่งใช้ยาเหล่านั้นมารักษา แพทย์จึงต้องมีความกระตือรือร้นสอบถามคนไข้เสมอว่า พวกเขากินยาต้านมะเร็งอะไรมาบ้าง ในขณะที่รับการรักษามะเร็ง ศ.การ์โดโซ ยังได้กล่าวอีก เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้มะเร็งที่แพร่กระจายสู่ผิวหนัง ซึ่งต้องสอบถามแพทย์เสมอ ก่อนทพลองใช้การรักษาอื่นควบคู่ไปกับการรักษาในโรงพยาบาล ผลิตภัณฑ์ต้านมะเร็งหลายชนิด อาจทำให้การรักษาแย่ลง ศ.การ์โดโซ ยังได้ระบุอีกว่า อันตรายของผลิตภัณฑ์ต้านมะเร็งหลายชนิดนั้น อาจรบกวนการรักษาผู้ป่วยด้วยฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดได้ และในบางชนิดก็อาจส่งผลให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดช้าลงอีกด้วย จนนำไปสู่การสมานแผลที่ช้าลงและอาจก่อให้เกิดแผลเป็นมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของสมุนไพรที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผู้ป่วยมะเร็งช้าลง นั่นคือ 1.ฟ้าทะลายโจร, 2.ฟีเวอร์ฟิว (feverfew), 3.กระเทียม, 4.แปะก๊วย, 5.โสม, 6.ฮอร์ธอร์น (hawthorn) ,7.เกาลัดม้า 8.ขมิ้น นอกจากนี้…

นักวิทย์ฯพบยีนต้านมะเร็งในช้าง อาจนำมาใช้รักษาคนได้

นักวิทย์ฯพบยีนต้านมะเร็งในช้าง อาจนำมาใช้รักษาคนได้

นักวิทย์ฯพบยีนต้านมะเร็งในช้าง อาจนำมาใช้รักษาคนได้             ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยยูทาห์จากสหรัฐฯ ค้นพบยีนต้านมะเร็งในตัวช้างเป็นจำนวนหลายตัว ทำให้พวกมันมีอัตราการป่วยเป็นโรคมะเร็งต่ำมาก ซึ่งผลงานวิจัยชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร “Journal of the American Medical Association” โดยทีมนักวิจัยที่ค้นพบยีนต้านมะเร็งได้อธิบายถึงเหตุผล ว่าเป็นเพราะอะไรช้างจึงมีอัตราป่วยเป็นมะเร็งต่ำกว่าในระดับที่ควรเป็น หากพิจารณาถึงขนาดร่างกายอันใหญ่โตของสัตว์กินพืชชนิดนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีความเชื่อกันว่า เซล์ทุกเซล์ในร่างกายสามารถกลายสภาพเป็นมะเร็งได้ เพราะยิ่งมีเซลล์เหล่านี้จำนวนมากเท่าไหร่ ก็พบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ หากช้างมีเซลล์จำนวนมากกว่ามนุษย์ 100 เท่า นั้นหมายความว่าพวกช้างก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นมะเร็งมากขึ้นมากกว่าคน 100 เท่าเช่นเดียวกัน ยีนต้านมะเร็ง ทำให้พวกช้างมีโอกาศตายจากโรคมะเร็งต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของช้าง จนพบว่า พวกช้างมีอัตราการตายจากโรคมะเร็งในอัตราเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่มนุษย์มีอัตราการตายจากโรคมะเร็งอยู่ที่ 25% จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงไม่ค่อยเห็นช้างตายจากการป่วยเป็นโรคมะเร็งเลย ทีมนักวิจัยค้นพบกับความลับว่า พวกช้างมียีนต้านมะเร็งที่มีชื่อว่า T53 อยู่ถึง 20 ตัว ขณะเดียว ในร่างกายมนุษย์มียีนชนิดนี้เพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ร่างกายของช้างสามารถตรวจจับเซลล์ที่เสียหาย พร้อมกับช่วยซ่อมแซม หรือฆ่าเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธาภาพกว่ามนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ เตรียมตัวนำข้อมูลการค้นพบดังกล่าวไปใช้…

ต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ขนส่งยาต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ปัจจุบันหากมีการพูดถึงการรักษามะเร็ง จะนึกถึงการทำเคมีบำบัดเพื่อจัดการกับก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตภายในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการที่รับยาเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินหรือเจาะสายน้ำเกลือจะทำให้ยาหมุนเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกายและทำให้ออกฤทธิ์ไปกับเซลล์อื่นๆด้วย ทำให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ผมร่วง อาเจียน คลื่นไส้ ซูบผอม ไม่มีแรง ยิ่งไปกว่านั้นยาที่เข้าสู่ร่างกายอาจจะไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์กับก้อนเนื้อร้ายได้ แต่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งอาจทำให้การรักษามะเร็งไม่หายขาด                 จึงทำให้มีนักวิจัยมุ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบนำส่งยาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายโดยตรงมากขึ้นด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีซึ่งทำให้นักวิจัยสังเคราะห์โมเลกุล ที่มีรูปทรงตามที่ต้องการได้ โดยโมเลกุลจะทำหน้าที่เป็นแคปซูลยาชนิดพิเศษที่รักษาระดับความเข้มข้นของตัวยาไม่ให้เจือจางในกระแสเลือดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองใช้เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือแม้กระทั่งแบคทีเรีย ที่มีตัวยาอัดอยู่ข้างในผลที่ออกมาถือว่าเป็นผลดีในระดับหนึ่ง แต่ยังติดปัญหาเรื่องเซลล์ที่เข้าไปเหล่านี้ไม่มีภูมิคุ้มกันให้เกิดการทำงานขึ้นมาโดยไม่จำเป็น จึงทำให้มีการตระหนักถึงเซลล์ที่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่เองได้ และสามารถไปยังเป้าหมายที่ชัดเจนได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง นั่นคือ อสุจิ! ใช่แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เกิดไอเดียที่จะใช้อสุจิเป็นตัวช่วยขนส่งยาผ่านทางช่องคลอดเพื่อรักษาโรคทางนรีเวชให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยจะเลือกใช้อสุจิของวัว เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกับมนุษย์ และส่วนของเซลล์มะเร็งนักวิจัยเลือกใช้เซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งนักวิจัยได้ปล่อยอสุจิลงไปแหวกว่ายในยาต้านมะเร็งด็อกโซรูบิซิน เพื่อที่จะให้หัวของอสุจิที่มีดีเอ็นเอซึมซับตัวยาเข้าไป เพราะยาจะสามารถจับโมเลกุลอย่างดีเอ็นเอได้ดี สิ่งที่ยากที่สุดคือการควบคุมอสุจิไม่ให้แหวกว่ายไปมั่วๆ จึงทำให้ต้องสร้างบังเหียนระดับนาโนโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชนิดพิเศษ ทำการสร้างบังเหียนโพลิเมอร์ แล้วนำไปเคลือบด้วยโลหะเช่น เหล็กและไทเทเนียม ที่ต้องเคลือบด้วยโลหะเพราะจะต้องใช้สนามแม่เหล็กเพื่อควบคุมทิศทางของอสุจิจากภายนอกร่างกาย และบังเหียนยังมีกลไกปล่อยยาออกมาจากอสุจิเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว                 สำหรับการวิจัยในครั้งนี้จะยังมีการต่อยอดเพิ่มเติม เพราะการวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าอสุจิสามารถหลอมรวมเข้ากับเซลล์อื่นๆได้นอกเหนือจากเซลล์ไข่ ทำให้เกิดแนวคิดว่าต่อไปอาจจะใช้อสุจิเป็นตัวนำส่งสารพันธุกรรมสำหรับการรักษาโรคอื่นๆและบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

ทับทิมต้านมะเร็ง

ทับทิมต้านมะเร็งได้หรือไม่

ทับทิมต้านมะเร็งได้หรือไม่                 ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน อร่อย และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะในทับทิมอุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียน มีหน้าที่ในการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งหากมีการรับประทานเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเชื้อมะเร็งและต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี                 ในทับทิม มีกรดเอลลาจิก ที่ช่วยทำลายดีเอ็นเอของมะเร็ง รวมไปถึงหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็งที่จะแพร่ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยประโยชน์ของทับทิมจะมีประโยชน์ทุกส่วนของผล คือ น้ำทับทิม มีวิตามินตามที่ร่างกายต้องการพร้อมเกลือแร่ในปริมาณสูง เหมาะสำหรับดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดภาวการณ์แข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง ช่วยบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และยังช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้นอีกด้วย ต่อมาคือ เปลือกทับทิม ที่มีสารแทนนินสูงโดยสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติสำหรับต้านอนุมูลอิสระ โดยสรรพคุณคือลดการอักเสบ และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนืยังมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่อีกด้วย                 การรับประทานทับทิมจะต้องดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพื่อให้สารในทับทิมเข้าไปหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง แม้จะไม่มีอาการเป็นโรคมะเร็งก็สามารถดื่มได้เพื่อเสริมสุขภาพให้ดี ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง และสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่ใช้สำหรับต้านมะเร็งแล้ว ทับทิมยังมีวิตามินครบถ้วนตามที่น่างกายต้องการอีกด้วย