เมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้ก็อ้วนได้ ถ้ายังเลือกกินแบบผิด ๆ

เมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้ก็อ้วนได้ ถ้ายังเลือกกินแบบผิด ๆ

            ผลการศึกจาก University of North Carolina ในแชปเปิล ฮิลล์ สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเตือนบรรดาคนที่รักและห่วงใยสุขภาพ ที่ยังมีหลายคนเข้าใจผิดกันอยู่ว่า การทานเครื่องดื่มประเภทสมูทตี้บ่อย ๆ นั้น จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจากได้รับฟังโฆษณาเชิญชวน ให้หันมาทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้ เพื่อทดแทนเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงหันมาทานเมนูเครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้ปั่นและสมูทตี้กันยกใหญ่ ซึ่งทุกวันนี้ มันก็ได้กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมที่มีผู้คนปฏิบัติตามกันไปแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นอัตรายอย่างหนึ่ง เพราะมันจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย

รับประทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้แบบผิด ๆ เพียง 1 แก้ว เสี่ยงได้รับน้ำตาลมาเกินไป

นักวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่าการทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้แบบผิด ๆ เพียง 1 แก้วนั้น อาจมีน้ำตาลมากเท่ากับการรับประทานส้มเป็นจำนวนถึง 4-6 ผล ซึ่งการรับประทานส้มทีเดียวมาก ๆ แบบนี้ ก็หมายถึงการบริโภคน้ำตาลเข้าไปมากด้วยเช่นกัน และมันก็เทียบเท่ากับการทานเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมจำนวน 1 ขวดใหญ่เต็ม ๆ เลยทีเดียว

นักวิทย์ฯ เผยวิธีทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้ที่ถูกต้อง ช่วยให้ห่างใกลจากโรคเบาหวาน

1.สำหรับคนที่อยากทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้แทนน้ำเปล่า วิธีที่ถูกต้องคือเลือกทานน้ำผักแทน หากอยากทานน้ำผลไม้จริง ๆ ก็ให้ใส่ส้มลงไปปั่นร่วมกับผักจำนวน 1-2 ผลก็พอ หรือจะเลือกใช้ผลไม้ชนิดอื่นก็ได้เช่นกัน ตราบใดที่มันมีน้ำตาลไม่มากไป

นอกจากนี้ ผลวิจัยจาก University of North Carolina ยังค้นพบอีกว่า คนที่รับประทานผลไม้จำพวก แอปเปิ้ล องุ่น บูลเบอรี่ ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ยังทำให้ลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานทั้ง 2 ชนิดได้อีกด้วย ส่วนผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้ชนิดอื่น ๆ จะได้รับความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น

ผลวิจัยดังกล่าวนี้ นับว่าให้ข้อคิดที่ดีกับดาคนรักสุขภาพที่ต้องการทานเมนูจากเครื่องปั่นสมูทตี้ นั่นคือ การรับประทานสิ่งใดเกินปริมาณความเหมาะสม แทนที่จะได้รับประโยชน์กลับกลายเป็นว่าได้รับโทษ ทั้งยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เหมือนกัน ดังนั้น ก็ควรเลือกรับประทานอย่างสมดุลและสมเหตุสมผล และควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทันที หากพบความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งอาการของโรคก็สามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้

1.รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย

2.ผิวแห้งกร้าน เกิดอาการคันบริเวณผิว

3.ตาแห้ง

4.มีอาการชาตามเท้า หรือรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ที่ปลายเท้า หรือที่เท้า

5.ร่างกายซูบผอมกว่าผิดปกติ โดยไม่สามารถหาสาเหตุได้

6.หากเกิดบาดแผลที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย จะหายช้ากว่าปกติ โดยเฉพาะแผลที่เกิดกับบริเวณเท้า

7.มีอาการสายตาพร่ามัวในแบบที่หาสาเหตุไม่ได้.