นักวิจัยพบน้ำคร่ำทารกมีเซลล์ต้นกำเนิด ใช้รักษากระดูกสันหลังเปราะได้

นักวิจัยพบน้ำคร่ำทารกมีเซลล์ต้นกำเนิด  ใช้รักษากระดูกสันหลังเปราะได้

            นักวิจัยสถาบันสุขภาพเด็กของสหราชอาณาจักร พบวิธีล่าสุดในการรักษากระดูกสันหลังเปราะ ที่อาจนำมาต่อยอดใช้งานกับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กทารก ไปจนถึงคนสูงวัย ซึ่งวิธีการรักษาแบบนี้ จะใช้เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ที่เก็บได้จากในถุงน้ำคร่ำที่หุ้มตัวทารกอยู่ นำมาฉีดเข้าไปที่กระดูก เพื่อช่วยฟื้นฟูกระบวนการสร้างกระดูกทนแทนตามธรรมชาติของร่างกายของมนุษย์

ผลการค้นพบวิธีรักษากระดูกสันหลังของนักวิจัยดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports โดยมีการระบุผลทดลองเบื้องต้นในหนูทดลองเอาไว้ ซึ่งพบว่า การนำฉีดสเต็มเซลล์จากน้ำคร่ำของตัวอ่อนมาฉีดลงไปในตัวหนูทดลองนั้น ช่วยทำให้กระดูกมีความแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดการแตกเปราะของกระดูกลงได้ถึงร้อยละ 80 และนักวิจัยยังได้วางแผนการณ์ทดลองในมนุษย์ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า

การรักษากระดูกสันหลังด้วยวิธีนี้ มีขั้นตอนอย่างไร

สำหรับการทดลองรักษากระดูกสันหลังด้วยน้ำคร่ำทารกนั้น นักวิจัยจะดำเนินการใช้สเต็มเซลล์ที่เก็บได้มาจากน้ำคร่ำทารกในครรภ์มารดาก่อนคลอด หรือเก็บจากน้ำคร่ำที่เหลือจากการเจาะมาตรวจดูความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ แล้วฉีดเข้าไปในตัวหนูทดลอง ที่ป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะ (osteogenesis imperfecta )

ซึ่งโรคกระดูกเปราะดังกล่าวนี้ สามารถพบได้ในเด็กทารกแรกเกิดในอัตรา 1 ใน 25,000 คน ส่งผลให้เด็กทกรกที่ป่วยเป็นโรคนี้เสียชีวิต หรือมีชีวิตอยู่รอด แต่มีกระดูกแตกหักเกิดในหลายที่ตั่งแต่กำเนิดได้ ผู้ป่วยโรคนี้จึงอาจมีกระดูกแตกหักเป็นจำนวนถึง 15 แห่งต่อปี ทั้งยังทำให้มีปัญหาด้านการเจริญเติบโตอีกด้วย

หนูทดลองที่รักษากระดูกสันหลังเปราะด้วยวิธีนี้ มวลกระดูกจะมีความแข็งแกร่งขึ้น

ผลของการรักษากระดูกสันหลังเปราะ โดยการใช้สเต็มเซลล์ที่เก็บได้มาจากน้ำคร่ำทารกนั้น ก็พบว่าหนูทดลองทั้งหมดมีมวลกระดูกที่แข็งแกร่งขึ้น และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งกระดูกของหนูทดลองนั้นมีลักษณะโครงสร้างคล้ายกระดูกมนุษย์ นอกจากนี้ ยังมีหนูทดลองยังมีอัตราการแตกหักของกระดูกลดลงถึง 5 เท่าด้วยเช่นเดียวกัน

โดยสเต็มเซลล์ของเด็กทารกที่นำมาใช้รักษานั้น ไม่ได้ช่วยสร้างเซลล์กระดูกใหม่ขึ้นมาตรง ๆ แต่จะไปช่วยสร้างสารที่ทำหน้าที่กระตุ้นกระบวนการสร้างกระดูกทดแทนของร่างกายของหนูทดลอง ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ทางด้าน ดร.ปาสคาล กิลโลต์ หนึ่งในทีมวิจัยได้กล่าวว่า วิธีการรักษาแบบนี้อาจนำมาพัฒนาต่อยอด เพื่อนำไปใช้รักษาและป้องกันอาการกระดูกเปราะแตกหักง่าย ซึ่งพบได้บ่อยในทารก ไปจนถึงวัยชรา หรือแม้กระทั่งนักบินอวกาศที่อาจมีอาการดังกล่าวได้ เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป.