รวบรวมโรงพยาบาลเฉพาะทาง ที่มีหมอเก่งกระดูกสันหลัง

รวบรวมโรงพยาบาลเฉพาะทาง ที่มีหมอเก่งกระดูกสันหลัง

รวบรวมโรงพยาบาลเฉพาะทาง ที่มีหมอเก่งกระดูกสันหลัง 1.โรงพยาบาลหมอเก่งกระดูกสันหลัง เอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ (S-spine and nerve hospital) “เอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ” เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่มีหมอเก่งกระดูกสันหลังให้เลือกใช้บริการจำนวนมาก เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาทโดยตรง หากเป็นโรงพยาบาลแห่งอื่น ๆจะแบ่งเป็นแผนก เช่น แผนกอายุรกรรม แผนกกระดูก แตกต่างจากโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะ “เอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟ” เป็นโรงพยาบาลเดียวในประเทศไทย ที่เน้นหนักไปในเรื่องรักษาเรื่องโรงกระดูกสันหลังโดยตรง  สำหรับจุดเด่นของโรงพยาบาลแห่งนี้ คือ วิธีการรักษาที่ต้นเหตุ จึงสามารถรูถึงสาเหตุการเกิดที่แท้จริงของอาการ ว่ามันเกิดมาจากอะไรกันแน่ ส่วนแนวทางการรักษาก็มีหลากหลายแบบให้เลือก ไม่ใช่แค่การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 2.โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ก็มีหมอเก่งกระดูกสันหลังเช่นเดียวกัน หากเป็นที่โรงพยาบาลศิริราช แทบไม่ต้องเป็นกังวลใดใดเลย เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้ ขึ้นชื่อเรื่องการรักษาเกือบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกระดูกอยู่แล้ว ซึ่งการรักษานั้น ก็จะรวมกันทั้งในเรื่องของกระดูก เอ็น ข้อ กล้ามเนื้อไปจนถึงเส้นประสาทบางส่วน สำหรับโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์นั้น ถูกตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราชอีกทีหนึ่ง แต่กระบวนการจรักษาแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายและด้านบริการ ก็ยังคงเป็นเหมือนเอกชนอยู่…

เจ็บปวดน้อยลงได้ เมื่อเลือก “ฉีดซีเมนต์” รักษากระดูกสันหลังแตก

เจ็บปวดน้อยลงได้ เมื่อเลือก “ฉีดซีเมนต์” รักษากระดูกสันหลังแตก

เจ็บปวดน้อยลงได้ เมื่อเลือก “ฉีดซีเมนต์” รักษากระดูกสันหลังแตก             วิธีการรักษากระดูกสันหลังแตก ด้วยการฉีดซีเมนต์เข้าไปยึดกระดูกสันหลัง (Vertebroplasty / Kyphoplasty) จัดเป็นหนึ่งในวิธีรักษาภาวะกระดูกพรุนและภาวะกระดูกทรุด ไปจนถึงการเกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งวิธีรักษาแบบนี้ จะช่วยลดอาการปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย พร้อมกับช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลังที่แตกหักหรือยุบ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ ภาวะแบบไหนบ้าง ที่สามารถรักษากระดูกสันหลังด้วยการฉีดซีเมนต์ได้ สำหรับการรักษากระดูกสันหลังแตกหรือยุบ โดยทั่วไปแล้ว มักเริ่มจากการนอนพัก กินหรือฉีดยาแก้ปวด (Conservative treatment) เป็นระยะเวลา 1 -2 สัปดาห์ หลังจากนั้น กระดูกสันหลังที่แตกก็สามารถเชื่อมติดกันได้เองภายในเวลา 2- 3 เดือน หรือถ้าผู้ป่วยที่มี ภาวะเส้นประสาท หรือไขสันหลังถูกกดเบียด จากชิ้นกระดูกที่แตกหัก กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือกระดูกแตกยุบจากเนื้องอกกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนคนที่ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดนั้น หากตรวจพบว่า เข้ารับการรักษาโดยการนอนพัก และรับประทานยาแก้ปวด เป็นระยะเวลาหลายวันแล้วยังหายปวด พร้อมกับกระดูกสันหลังที่แตกยังไม่มีการเชื่อมติด เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ บุคคลเหล่านี้ ควรได้รับการรักษาด้วยการการฉีดซีเมนต์ยึดกระดูกสันหลัง จึงจะมีความเหมาะสมที่สุด รักษากระดูกสันหลัง ด้วยการฉีดซีเมนต์ มีขั้นตอนทำงานอย่างไร สำหรับการรักษากระดูกสันหลัง…

รักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Nucleoplasty) ทางเลือกของคนไม่อยากผ่าตัดหมอนรองกระดูก

รักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Nucleoplasty) ทางเลือกของคนไม่อยากผ่าตัดหมอนรองกระดูก

รักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Nucleoplasty) ทางเลือกของคนไม่อยากผ่าตัดหมอนรองกระดูก             กระดูกสันหลังมีการเสื่อสภาพเป็นเรื่องปกติ จนอาจส่งผลให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกได้ นอกเหนือจากการเสื่อมสภาพตามอายุขัยแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ภาวะเสื่อมสลายของกระดูก เกิดขึ้นได้อย่างรวมเร็วกว่าเดิมด้วยเช่นกัน เมื่อกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญานเตือนให้รับรู้ ด้วยอาการ “ปวดหลัง” ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กระดูกสันหลัง หรือหมอนรองกระดูกเสื่อมโทรม นอกเหนือจากอาการปวดหลังแล้ว ยังสามรถพบอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนร่วมอีกด้วย ได้แก่ แขนชา ขาชา ปวดตามข้อ ปวดตามปลายนิ้ว เสมือนโดนไฟช๊อต ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากหมอนรองกระดูกที่เสื่อม หรือเคลื่อนตัวไปกดทับเส้นประสาท คนที่มีอายุน้อย มีสิทธิเข้ารับการผ่าตัดหมอนรองกระดูกได้ หลายคนมีความคิดว่าการผ่าตัดหมอนรองกระดูก ต้องเกิดแค่ในคนอายุเยอะ แต่ทว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” จะพบได้ง่าย ในผู้ที่อายุยังไม่เยอะมาก จากนั้น พออายุเริ่มมากขึ้น หมอนรองกระดูกก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลงไปตามลำดับ ดังนั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีผู้ป่วยก็จะมีสภาพคล้ายผู้สูงอายุ ซึ่งหมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ ทรุดตัว พร้อมกับเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย วิธีการรักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Nucleoplasty) โดยไม่ต้องผ่าตัดหมอนรองกระดูก สำหรับการรักษาหมอนรองกระดูกเสื่อม ในเบื่องต้นก่อนตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าดัด…

กลิ่นปาก 01

ปัญหากลิ่นปาก แก้อย่างไรจึงจะหาย?

ปัญหากลิ่นปาก แก้อย่างไรจึงจะหาย? สาเหตุของกลิ่นปาก ส่วนใหญ่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน บริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ ซึ่งจะมีเศษอาหารเน่าอยู่ รวมทั้งแผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบๆฟัน ซึ่งเป็นที่เก็บกักและสะสมเชื้อโรคต่างๆ บางคนพบว่าเหงือกเป็นหนองจากโรคปริทันต์ หรือมีฟันโยก อาหารบางชนิดเมื่อรับประทานจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน ผู้ที่ดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือท้องผูกหลายๆ วัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ รวมทั้งผู้ป่วยโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง วัณโรค โรคปอด และโรคระบบทางเดินอาหาร ส่วนสาเหตุจากภายนอกช่องปาก พบได้ค่อนข้างน้อย เพียงร้อยละ 10 ส่วนใหญ่เป็นปัญหามาจากความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ หรือระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น คราบจุลินทรีย์บนลิ้น (ฝ้าสีขาว) เป็นแหล่งกำเนิดหลักของกลิ่น เนื่องจากลิ้นมีพื้นที่ผิวสัมผัสมากกว่าอวัยวะอื่นๆ ในช่องปาก ประกอบกับพื้นผิวของลิ้นเป็นช่องหรือซอกที่ทำให้เกิดสภาวะที่มีออกซิเจนน้อย เหมาะกับการสะสมและเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และร่องหรือซอกลิ้นยังปกป้องแบคทีเรียจากการชะล้างของน้ำลาย นอกจากนี้ ลิ้นยังสามารถรับสารอาหารที่ผ่านเข้ามาในช่องปากได้ง่าย ซึ่งสารอาหารจะถูกย่อยสลายจนเกิดก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น การทดสอบกลิ่นเบื้องต้น 1. การทดสอบกลิ่นด้วยตนเอง สามารถทำได้โดยใช้ช้อนพลาสติกเล็กๆขูดด้านบนของลิ้น หรือใช้ไหมขัดฟันชนิดไม่เคลือบแว็กซ์ผ่านลงไปที่บริเวณซอกฟันด้านในแล้วดมกลิ่น…