ต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ขนส่งยาต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ปัจจุบันหากมีการพูดถึงการรักษามะเร็งจะนึกถึงการทำเคมีบำบัดเพื่อจัดการกับก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตภายในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการที่รับยาเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินหรือเจาะสายน้ำเกลือจะทำให้ยาหมุนเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกายและทำให้ออกฤทธิ์ไปกับเซลล์อื่นๆด้วย ทำให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ผมร่วง อาเจียน คลื่นไส้ ซูบผอม ไม่มีแรง ยิ่งไปกว่านั้นยาที่เข้าสู่ร่างกายอาจจะไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์กับก้อนเนื้อร้ายได้ แต่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งอาจทำให้การรักษามะเร็งไม่หายขาด                 จึงทำให้มีนักวิจัยมุ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบนำส่งยาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายโดยตรงมากขึ้นด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีซึ่งทำให้นักวิจัยสังเคราะห์โมเลกุล ที่มีรูปทรงตามที่ต้องการได้ โดยโมเลกุลจะทำหน้าที่เป็นแคปซูลยาชนิดพิเศษที่รักษาระดับความเข้มข้นของตัวยาไม่ให้เจือจางในกระแสเลือดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองใช้เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือแม้กระทั่งแบคทีเรีย ที่มีตัวยาอัดอยู่ข้างในผลที่ออกมาถือว่าเป็นผลดีในระดับหนึ่ง แต่ยังติดปัญหาเรื่องเซลล์ที่เข้าไปเหล่านี้ไม่มีภูมิคุ้มกันให้เกิดการทำงานขึ้นมาโดยไม่จำเป็น จึงทำให้มีการตระหนักถึงเซลล์ที่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่เองได้ และสามารถไปยังเป้าหมายที่ชัดเจนได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง นั่นคือ อสุจิ! ใช่แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เกิดไอเดียที่จะใช้อสุจิเป็นตัวช่วยขนส่งยาผ่านทางช่องคลอดเพื่อรักษาโรคทางนรีเวชให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยจะเลือกใช้อสุจิของวัว เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกับมนุษย์ และส่วนของเซลล์มะเร็งนักวิจัยเลือกใช้เซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งนักวิจัยได้ปล่อยอสุจิลงไปแหวกว่ายในยาต้านมะเร็งด็อกโซรูบิซิน เพื่อที่จะให้หัวของอสุจิที่มีดีเอ็นเอซึมซับตัวยาเข้าไป เพราะยาจะสามารถจับโมเลกุลอย่างดีเอ็นเอได้ดี สิ่งที่ยากที่สุดคือการควบคุมอสุจิไม่ให้แหวกว่ายไปมั่วๆ จึงทำให้ต้องสร้างบังเหียนระดับนาโนโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชนิดพิเศษ ทำการสร้างบังเหียนโพลิเมอร์ แล้วนำไปเคลือบด้วยโลหะเช่น เหล็กและไทเทเนียม ที่ต้องเคลือบด้วยโลหะเพราะจะต้องใช้สนามแม่เหล็กเพื่อควบคุมทิศทางของอสุจิจากภายนอกร่างกาย และบังเหียนยังมีกลไกปล่อยยาออกมาจากอสุจิเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว                 สำหรับการวิจัยในครั้งนี้จะยังมีการต่อยอดเพิ่มเติม เพราะการวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าอสุจิสามารถหลอมรวมเข้ากับเซลล์อื่นๆได้นอกเหนือจากเซลล์ไข่ ทำให้เกิดแนวคิดว่าต่อไปอาจจะใช้อสุจิเป็นตัวนำส่งสารพันธุกรรมสำหรับการรักษาโรคอื่นๆและบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

ทับทิมต้านมะเร็ง

ทับทิมต้านมะเร็งได้หรือไม่

                  ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน อร่อย และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะในทับทิมอุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียน มีหน้าที่ในการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งหากมีการรับประทานเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเชื้อมะเร็งและต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี                 ในทับทิม มีกรดเอลลาจิก ที่ช่วยทำลายดีเอ็นเอของมะเร็ง รวมไปถึงหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็งที่จะแพร่ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยประโยชน์ของทับทิมจะมีประโยชน์ทุกส่วนของผล คือ น้ำทับทิม มีวิตามินตามที่ร่างกายต้องการพร้อมเกลือแร่ในปริมาณสูง เหมาะสำหรับดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดภาวการณ์แข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง ช่วยบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และยังช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้นอีกด้วย ต่อมาคือ เปลือกทับทิม ที่มีสารแทนนินสูงโดยสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติสำหรับต้านอนุมูลอิสระ โดยสรรพคุณคือลดการอักเสบ และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนืยังมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่อีกด้วย                 การรับประทานทับทิมจะต้องดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพื่อให้สารในทับทิมเข้าไปหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง แม้จะไม่มีอาการเป็นโรคมะเร็งก็สามารถดื่มได้เพื่อเสริมสุขภาพให้ดี ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง และสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่ใช้สำหรับต้านมะเร็งแล้ว ทับทิมยังมีวิตามินครบถ้วนตามที่น่างกายต้องการอีกด้วย

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา             วุ้นตาเสื่อมอาจจะเป็นคำที่ฟังไม่ค่อยคุ้นหูนัก สำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเป็นคนเก่าคนแก่อายุ 50 ขึ้นจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะวุ้นตาเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการหาเงินเลี้ยงชีพ ของคนวัยทำงานกันเสียส่วนใหญ่ ทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา หรือแม้แต้ฟรีแลนซ์ที่ทำงานอยู่บ้าน ก็ต้องพบเจอกับภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อมอยู่ตลอดเวลา วุ้นตาเสื่อม เกิดจากสาเหตุอะไร? โดยส่วนมากจะเกิดจากการใช้สายตาที่มากเกินความจำเป็น เช่นจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างน้อย เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูทีวี โดยเฉพาะการพิมพ์ หรืออ่านหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์จะทำให้วุ้นตาเสื่อมได้เร็ว เพราะตัวอักษรบนจอคอมไม่มีความคมชัด และปรากฏอยู่บนจอ LCD ทำให้มีมิติความลึกตื้น ที่ต่างจากการอ่านผ่านหนังสือจริง ๆ ทำให้สายตาของเราปรับระยะโฟกัสไม่ถูก นอกจากนี้การอ่านบทความต่าง ๆ แบบใช้เม้าส์เลื่อนลงไปมา ก็จะทำให้สายตาของเราเลื่อนลงไปมาแบบกระตุกเช่นกัน ลองเช็คง่าย ๆ โดยการหลับตาลง จะสัมผัสได้ถึงลูกตาที่สั่นไหวอยู่ตลอด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายตาทำงานหนักกว่าปกติ จนเกิดเป็นปัญหาวุ้นตาเสื่อม อาการของวุ้นตาเสื่อม ปัญหาวุ้นตาเสื่อม ถือเป็นหนึ่งในโรคออฟฟิศซินโดรมที่คนเป็นกันบ่อย ซึ่งจะมีอาการดังนี้ เวลาลืมตาจะเห็นเป็นคราบดำ เหมือนใยแมงมุมลอยไปมา และจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมองไปบริเวณพื้นที่สีขาว เห็นจุดลอย ๆ บางทีก็เห็นเป็นแสงแฟลชแวบไปมาจนเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สายตาพร่ามัวลง เหมือนมีม่านมาบดบังดวงตาเป็นแถบ…

ไขความลับของสาหร่ายสไปรูลิน่า

ไขความลับของสาหร่ายสไปรูลิน่า

                            สาหร่ายสไปรูลิน่า หรือ รู้จักกันอีกชื่อว่า สาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งลักษณะของเซลล์มันจะเป็นรูปเกลียว โดยเป็นแหล่งของโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และมีคลอเรสตอรอลต่ำ นอกจากนี้สาหร่ายสไปรูลิน่ายังมีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะฟินิลอะลานีนถ้าหากมีการทำงานร่วมกับกรดอะมิดนไทโรซีน จะทำให้ช่วยลดความหิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก                 สำหรับประโยชน์ของสาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีต่อร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคมะเร็ง สามารถต่อต้านแบคทีเรียและการอักเสบ รักษาระดับของคลอเรสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สร้างระบบคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง บรรเทาอาการแพ้ต่างๆของร่างกาย ป้องกันตับที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเคมีบำบัด มีกรดไขมันโอเมก้า -3 กรดโอเมก้า -6 และ DHD ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ร่างกาย                 ข้อควรระวังสำหรับการรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นเฉพาะกลุ่มบุคคล…