เครื่อง Thermage รุ่น CPT กระชับสัดส่วนระดับเวิลด์คลาสผู้เชี่ยวชาญ

เครื่อง Thermage รุ่น CPT กระชับสัดส่วนระดับเวิลด์คลาสผู้เชี่ยวชาญ เครื่อง Thermage รุ่น CPT เครื่องแรกที่ได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย โดยศูนย์รวมความงามพรรณทิพย์คลินิก ซึ่งคลินิกแห่งนี้ได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ทั้งทางด้านการกระชับสัดส่วนในระดับเวิลด์คลาส การดูแลบำรุงรักษาผิวพรรณ การลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้า หรือการกระชับใบหน้าด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการที่มีความทันสมัย เทคโนโลยีที่เรียกกันว่าเครื่องเทอร์มาจ หรือ Thermage รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ สามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการแก่ผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพผิวเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เด่นชัดในเรื่องของการรักษาฟื้นฟูสุขภาพผิว ซึ่งสามารถรักษาผิวที่มีริ้วรอย ใบหน้าขาดความกระชับเข้ารูป ปรับใบหน้าเรียวเพื่อให้ใบหน้ามีความกระชับตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับบางคนที่ได้รับการรักษาสุขภาพผิวบนใบหน้าด้วยเครื่อง Thermage รุ่น CPT สามารถพบกับใบหน้าที่มีความนุ่ม เรียบเนียน และผิวหน้าดูอ่อนวัยกว่าคนที่มีอายุใกล้เคียงกัน เนื่องจากมีผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับเครื่อง Thermage จนสามารถสร้างการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังของเราได้อย่างปลอดภัย   Thermage กับการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จริงอยู่ที่ร่างกายของคนเราสามารถผลิตคอลลาเจนด้วยตัวเองได้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปอายุที่เพิ่มมากขึ้นจนถึงช่วงวัยที่ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง หรือร่างกายอาจจะไม่สามารถสร้างคอลลาเจนได้ด้วยตัวมันเอง การทำ Thermage จึงเข้ามาช่วยในเรื่องการฟื้นฟูบำรุงสุขภาพผิวของเราให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการกระตุ้นหรือเสริมสร้างคอลลาเจนจากภายในสู่ภายนอกของร่างกาย และยังซ่อมแซมผิวให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยาการในการบำรุงรักษาสุขภาพผิวบนใบหน้า สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่นั้นถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย แห้งเหี่ยว ไม่ตึงกระชับ หน้าบวมไม่เข้ารูปต่างๆ เกิดจากคอลลาเจนภายในร่างกายของเราซึ่งเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้น…

โรคเบาหวาน

รักษาเบาหวานด้วยวิถีธรรมชาติ

                           สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่โดยจะต้องไม่ขึ้นสูงกว่าค่าปกติเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ เพราะหากระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานขึ้นตา หรืออาจจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงทำให้ผู้ป่วยจะต้องมีการรับประทานอาหารที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับใครหลายคนมองหาการรับประทานแบบพื้นบ้านโดยใช้สมุนไพรในการเข้าช่วย เพราะสมุนไพรนอกจากจะรักษาโรคเบาหวานแล้วยังช่วยให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้นได้อีกด้วย           สมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาเบาหวาน มีดังนี้                    มะระขี้นก เป็นสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ของการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกได้ว่าเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเป็นอย่างมาก เพราะในมะระขี้นกจะมีสารซาแรนติน มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน และยังช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย                    อบเชย หรือ ซินนามอน มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเกี่ยวกับเบาหวาน                    เห็ดหลินจือ เป็นสมุนไพรที่สุดยอดของจีนที่อุดมไปด้วยคุณค่าของยาไม่เพียงรักษาโรคมะเร็งเท่านั้นแต่ยังสามารถรักษาเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเห็ดหลินจือมีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์ต้านการหลังอินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลดลง                    บอระเพ็ด มีรสชาติที่ขม โดยในตำรับไทยระบุสรรพคุณที่ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไข้ และช่วยให้เจริญอาหาร นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ                    ตำลึง เป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับรักษาเบาหวานมานาน โดยตามตำราแพทย์ระบุว่า…

อาหารรักษามะเร็ง

วิธีดูแลอาหารสำหรับผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง

                       โภชนาการที่ถูกต้องสำหรับการรักษามะเร็ง                 สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจะมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงที่ตามมาจากการรักษา อีกทั้งยังต้องกังวลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่ต้องได้รับโภชนาการที่ถูกต้องและครบถ้วน เพราะอาหารจะมีผลข้างเคียงในการบรรเทารักษา ทำให้สุขภาพไม่ทรุดโทรม โดยผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในช่วงรักษามะเร็งควรเลือกกินอาหาร ดังนี้                 -อาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราในการสลายโปรตีนสูง ซึ่งการได้รับโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นที่เพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง โดยอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา ไข่ นม ถั่วต่างๆ                 -อาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อย การได้รับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงก็จะช่วยให้ร่างกายมีแรงในการทำกิจกรรมมากขึ้น                 -กินผัก ผลไม้ โดยจะต้องกินผัก ผลไม้ให้ครบวันละ 5 สี ซึ่งในผัก ผลไม้จะมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคุณสมบัติของการป้องกันมะเร็งไม่ให้ลุกลม แต่ควรจะล้างให้สะอาด เช่น ดอกกะหล่ำ คะน้า มะเขือเทศ แขนงผัก ผักโขม บล็อคโคลี่ ส้มถั่ว แก้วมังกร มะม่วง…

ต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ขนส่งยาต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ปัจจุบันหากมีการพูดถึงการรักษามะเร็งจะนึกถึงการทำเคมีบำบัดเพื่อจัดการกับก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตภายในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการที่รับยาเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินหรือเจาะสายน้ำเกลือจะทำให้ยาหมุนเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกายและทำให้ออกฤทธิ์ไปกับเซลล์อื่นๆด้วย ทำให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ผมร่วง อาเจียน คลื่นไส้ ซูบผอม ไม่มีแรง ยิ่งไปกว่านั้นยาที่เข้าสู่ร่างกายอาจจะไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์กับก้อนเนื้อร้ายได้ แต่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งอาจทำให้การรักษามะเร็งไม่หายขาด                 จึงทำให้มีนักวิจัยมุ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบนำส่งยาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายโดยตรงมากขึ้นด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีซึ่งทำให้นักวิจัยสังเคราะห์โมเลกุล ที่มีรูปทรงตามที่ต้องการได้ โดยโมเลกุลจะทำหน้าที่เป็นแคปซูลยาชนิดพิเศษที่รักษาระดับความเข้มข้นของตัวยาไม่ให้เจือจางในกระแสเลือดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองใช้เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือแม้กระทั่งแบคทีเรีย ที่มีตัวยาอัดอยู่ข้างในผลที่ออกมาถือว่าเป็นผลดีในระดับหนึ่ง แต่ยังติดปัญหาเรื่องเซลล์ที่เข้าไปเหล่านี้ไม่มีภูมิคุ้มกันให้เกิดการทำงานขึ้นมาโดยไม่จำเป็น จึงทำให้มีการตระหนักถึงเซลล์ที่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่เองได้ และสามารถไปยังเป้าหมายที่ชัดเจนได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง นั่นคือ อสุจิ! ใช่แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เกิดไอเดียที่จะใช้อสุจิเป็นตัวช่วยขนส่งยาผ่านทางช่องคลอดเพื่อรักษาโรคทางนรีเวชให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยจะเลือกใช้อสุจิของวัว เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกับมนุษย์ และส่วนของเซลล์มะเร็งนักวิจัยเลือกใช้เซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งนักวิจัยได้ปล่อยอสุจิลงไปแหวกว่ายในยาต้านมะเร็งด็อกโซรูบิซิน เพื่อที่จะให้หัวของอสุจิที่มีดีเอ็นเอซึมซับตัวยาเข้าไป เพราะยาจะสามารถจับโมเลกุลอย่างดีเอ็นเอได้ดี สิ่งที่ยากที่สุดคือการควบคุมอสุจิไม่ให้แหวกว่ายไปมั่วๆ จึงทำให้ต้องสร้างบังเหียนระดับนาโนโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชนิดพิเศษ ทำการสร้างบังเหียนโพลิเมอร์ แล้วนำไปเคลือบด้วยโลหะเช่น เหล็กและไทเทเนียม ที่ต้องเคลือบด้วยโลหะเพราะจะต้องใช้สนามแม่เหล็กเพื่อควบคุมทิศทางของอสุจิจากภายนอกร่างกาย และบังเหียนยังมีกลไกปล่อยยาออกมาจากอสุจิเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว                 สำหรับการวิจัยในครั้งนี้จะยังมีการต่อยอดเพิ่มเติม เพราะการวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าอสุจิสามารถหลอมรวมเข้ากับเซลล์อื่นๆได้นอกเหนือจากเซลล์ไข่ ทำให้เกิดแนวคิดว่าต่อไปอาจจะใช้อสุจิเป็นตัวนำส่งสารพันธุกรรมสำหรับการรักษาโรคอื่นๆและบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

ทับทิมต้านมะเร็ง

ทับทิมต้านมะเร็งได้หรือไม่

                  ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน อร่อย และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะในทับทิมอุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียน มีหน้าที่ในการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งหากมีการรับประทานเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเชื้อมะเร็งและต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี                 ในทับทิม มีกรดเอลลาจิก ที่ช่วยทำลายดีเอ็นเอของมะเร็ง รวมไปถึงหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็งที่จะแพร่ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยประโยชน์ของทับทิมจะมีประโยชน์ทุกส่วนของผล คือ น้ำทับทิม มีวิตามินตามที่ร่างกายต้องการพร้อมเกลือแร่ในปริมาณสูง เหมาะสำหรับดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดภาวการณ์แข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง ช่วยบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และยังช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้นอีกด้วย ต่อมาคือ เปลือกทับทิม ที่มีสารแทนนินสูงโดยสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติสำหรับต้านอนุมูลอิสระ โดยสรรพคุณคือลดการอักเสบ และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนืยังมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่อีกด้วย                 การรับประทานทับทิมจะต้องดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพื่อให้สารในทับทิมเข้าไปหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง แม้จะไม่มีอาการเป็นโรคมะเร็งก็สามารถดื่มได้เพื่อเสริมสุขภาพให้ดี ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง และสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่ใช้สำหรับต้านมะเร็งแล้ว ทับทิมยังมีวิตามินครบถ้วนตามที่น่างกายต้องการอีกด้วย

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา             วุ้นตาเสื่อมอาจจะเป็นคำที่ฟังไม่ค่อยคุ้นหูนัก สำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเป็นคนเก่าคนแก่อายุ 50 ขึ้นจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะวุ้นตาเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการหาเงินเลี้ยงชีพ ของคนวัยทำงานกันเสียส่วนใหญ่ ทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา หรือแม้แต้ฟรีแลนซ์ที่ทำงานอยู่บ้าน ก็ต้องพบเจอกับภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อมอยู่ตลอดเวลา วุ้นตาเสื่อม เกิดจากสาเหตุอะไร? โดยส่วนมากจะเกิดจากการใช้สายตาที่มากเกินความจำเป็น เช่นจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างน้อย เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูทีวี โดยเฉพาะการพิมพ์ หรืออ่านหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์จะทำให้วุ้นตาเสื่อมได้เร็ว เพราะตัวอักษรบนจอคอมไม่มีความคมชัด และปรากฏอยู่บนจอ LCD ทำให้มีมิติความลึกตื้น ที่ต่างจากการอ่านผ่านหนังสือจริง ๆ ทำให้สายตาของเราปรับระยะโฟกัสไม่ถูก นอกจากนี้การอ่านบทความต่าง ๆ แบบใช้เม้าส์เลื่อนลงไปมา ก็จะทำให้สายตาของเราเลื่อนลงไปมาแบบกระตุกเช่นกัน ลองเช็คง่าย ๆ โดยการหลับตาลง จะสัมผัสได้ถึงลูกตาที่สั่นไหวอยู่ตลอด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายตาทำงานหนักกว่าปกติ จนเกิดเป็นปัญหาวุ้นตาเสื่อม อาการของวุ้นตาเสื่อม ปัญหาวุ้นตาเสื่อม ถือเป็นหนึ่งในโรคออฟฟิศซินโดรมที่คนเป็นกันบ่อย ซึ่งจะมีอาการดังนี้ เวลาลืมตาจะเห็นเป็นคราบดำ เหมือนใยแมงมุมลอยไปมา และจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมองไปบริเวณพื้นที่สีขาว เห็นจุดลอย ๆ บางทีก็เห็นเป็นแสงแฟลชแวบไปมาจนเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สายตาพร่ามัวลง เหมือนมีม่านมาบดบังดวงตาเป็นแถบ…

ไขความลับของสาหร่ายสไปรูลิน่า

ไขความลับของสาหร่ายสไปรูลิน่า

                            สาหร่ายสไปรูลิน่า หรือ รู้จักกันอีกชื่อว่า สาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งลักษณะของเซลล์มันจะเป็นรูปเกลียว โดยเป็นแหล่งของโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และมีคลอเรสตอรอลต่ำ นอกจากนี้สาหร่ายสไปรูลิน่ายังมีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะฟินิลอะลานีนถ้าหากมีการทำงานร่วมกับกรดอะมิดนไทโรซีน จะทำให้ช่วยลดความหิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก                 สำหรับประโยชน์ของสาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีต่อร่างกาย ควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคมะเร็ง สามารถต่อต้านแบคทีเรียและการอักเสบ รักษาระดับของคลอเรสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สร้างระบบคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง บรรเทาอาการแพ้ต่างๆของร่างกาย ป้องกันตับที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเคมีบำบัด มีกรดไขมันโอเมก้า -3 กรดโอเมก้า -6 และ DHD ที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง สร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ร่างกาย                 ข้อควรระวังสำหรับการรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นเฉพาะกลุ่มบุคคล…

ไดเอตแบบเร่งด่วน ผอมจริงแต่ดีต่อสุขภาพแน่หรือ ?

ไดเอตแบบเร่งด่วน ผอมจริงแต่ดีต่อสุขภาพแน่หรือ ?

ไดเอตแบบเร่งด่วน ผอมจริงแต่ดีต่อสุขภาพแน่หรือ ?             เราทุกคนรู้ว่า การออกกำลังคือสิ่งทีดีที่สุดในการลดน้ำหนักอีกทั้งยังได้สุขภาพที่ดี แต่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่ออยากลดแบบไว ๆ ย่อมต้องอยากได้วิธีที่รวดเร็วทันใจเป็นธรรมดา และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณอยากลองเทคนิคการไดเอตที่เห็นผลได้ในเวลาอันสั้น แต่ว่ามันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือ มาดูกัน!! ไดเอตด้วยเกรปฟลุต คุณอาจเคยได้ยินข่าวลืออยู่บ้าง ว่าผลไม้ตระกูลเกรปฟลุตมีเอนไซม์ที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่จากอาหาร ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องจริงเลย อย่ากินเกรปฟรุตเป็นอาหารทั้งมื้อ หรือกินอาหารน้อยกว่าวันละ 1000 แคลอรี่ เพราะไม่ดีกับสุขภาพอย่างแรง แม้ว่าเกรปฟรุตมีแครอลี่ต่ำและอิ่มท้องได้จริง แต่ควรจะกินเป็นของว่าดีกว่า ไดเอตล้างพิษด้วยแอปเปิ้ลไซรัป เหตุผลที่ไดเอตแบบนี้ทำให้น้ำหนักคุณลด ไม่ใช่เพราะไซรัปแสนวิเศษที่ช่วยล้างพิษแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะมีแคลอรี่ต่ำ หลัก ๆ คือเป็นน้ำกับน้ำตาลและไม่มีโภชนาการอาหาร ดังนั้น คุณจะรู้สึกไม่สบายและท้องผูกได้ ขอบอกว่าไม่ควรลอง เพราะร่างกายต้งกำจัดสารพิษอย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง ดังนั้นการไดเอตแย่ ๆ แบบนี้มีแต่ทำให้เข่าอ่อน หากอยากพักท้องก็กินผักผลไม้และโฮเกรนแทน งดการกินคาเฟอีนกับแอลกอฮอล์ลงจะดีกว่า ไดเอตด้วยเนื้อกับไข่ เป็นการไดเอตที่โปรตีนสูงมาก แต่คาร์บต่ำเหมือนกินไดเอต คุณอาจะลดน้ำหนักลงได้บ้าง แต่เพราะไม่ได้กินคาร์บเลยทำให้สูญเสียของเหลว มีไขมันอิ่มตัวสูง และไขมันในเส้นเลือดที่เป็นของไม่เหาะกับหัวใจ และมีกากใย วิตามิน แร่ธาตุต่ำ ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย แม้ว่าการกินไข่จะทำให้อิ่มทนนาน แต่จากการค้นคว้าพบว่าคนกินไข่เป็นอาหารเช้าจะกินแคลอรี่น้อยลงไป 400…

เทคโนโลยีทางการแพทย์ของการส่องกล้องผ่าตัด

               ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้มีวิวัฒนาการที่พัฒนาไปไกลและรวดเร็ว เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วลดความกังวลของผู้ป่วยในการรักษา ซึ่งในปัจจุบันการผ่าตัดทางการแพทย์ได้นำเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติมาใช้สำหรับการแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้มองเห็นรายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะภายในเชิงลึกและเนื้อเยื่ต่างๆของผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้เมื่อทำการผ่าตัดก็จะมีความแม่นยำ ปลอดภัยและใช้ระยะเวลาสั้นในการผ่าตัด ทำให้หลังการผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีใหม่ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นโดยใช้การผ่าตัดผ่านรูเล็กๆ ประมาณ 5-10 มม. บนผนังหน้าท้องซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติ โดยการสอดกล้องเข้าไปเพื่อดูอวัยวะภายใน ซึ่งแพทย์สามารถมองภาพผ่านจอได้ทันที จะมีความแตกต่างจากการผ่าตัดแบบเดิม คือการผ่าตัดแบบใหม่จะช่วยให้แผลผ่าตัดเล็กลง ทำให้หลังผ่าตัดอาจจะไม่สังเกตเห็นแผลและใช้ระยะเวลาสั้นๆในการฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังผ่าตัด โดยเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติสามารถใช้รักษากับผู้ป่วยได้ในหลายโรค เช่น โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคทางนรีเวชของผู้หญิง โรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ช่องท้อง ทวารหนัก สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติเหมาะกับโรคนรีเวช เช่น ผ่าตัดมดลูก ผ่าตัดเลาะก้อนเนื้องอก การผ่าตัดรังไข่ และการผ่าตัดเลาะถุงน้ำรังไข่ รวมถึงโรคช็อกโกแลตซีสต์ โดยประมาณ 80% ของคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดแผลจะค่อนข้างเล็ก และผ่าตัดได้ง่ายขึ้น จึงทำให้มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับการผ่าตัดโรคมะเร็งทางนรีเวชในระยะเริ่มแรก นอกจากนั้นการผ่าตัดแผลเล็กยังช่วยการผ่าตัดรักษาโรคอ้วน ด้วยการลดขนาดของกระเพาะของผู้ที่เป็นโรคอ้วน โดยการเจาะรูเล็กๆ 4-5 รูบริเวณหน้าท้องเพื่อใส่กล้องและอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัด…

โอเมก้า 3 ประโยชน์สำหรับร่างกาย

โอเมก้า 3 ประโยชน์สำหรับร่างกาย

                            โอเมก้า 3 มีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีสรรพคุณเกี่ยวกับการช่วยบำรุงสมอง ความจำดี ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และมีคุณประโยชน์มากมายหลายประการ โดยโอเมก้า 3 จะพบได้มากในไขมันปลาน้ำลึก ซึ่งกรดไขมันดังกล่าวเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง เป็นกรดไขมันที่จำเป็นสำหรับร่างกายที่ร่างกายไม่สามารถขาดได้ แต่สำหรับสตรีและเด็กควรบริโภคไขมันปลาในปริมาณที่จำกัด                 ทำไมร่างกายจึงต้องการ โอเมก้า 3 ตามข้อมูลทางวิชาการไขมันที่ร่างกายต้องนำไปใช้ คือ โอเมก้า 3,6,9 ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายต้องการ นั่นก็คือโอเมก้า 3 เพราะช่วยเกี่ยวกับการป้องกันโรคหัวใจ และ โรคสมองเสื่อม และยังมีการค้นพบอีกว่า โอเมก้า 3 สามารถลดอาการอักเสบของโรคข้ออักเสบได้ ซึ่งไขมันดังกล่าวอยู่ในจำพวกปลาทะเล แต่ก็ยังมีอยู่ในอาหารหลายๆชนิด เช่น ถั่วเหลือง ผักโขม ผักแขนง เมล็ดปอ และสาหร่าย แต่โอเมก้า 3 ดังกล่าวจะไม่ใช่รูปแบบเดียวกันที่อยู่กับปลา…