เรื่องที่ต้องเผชิญ เมื่อคุณแม่ทำการผ่าคลอด

เรื่องที่ต้องเผชิญ เมื่อคุณแม่ทำการผ่าคลอด

เรื่องที่ต้องเผชิญ เมื่อคุณแม่ทำการผ่าคลอด             “ผ่าคลอด” เป็นวิธีการที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะแพทย์ส่วนใหญ่จะสงวนไว้ใช้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น อาทิ ไม่สามารถคลอดตามปกติได้เพราะลูกตัวใหญ่ หรืออยู่ในท่าทางที่ผิดปกติ เช่น หัวของลูกไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม นอกจากนี้คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือพบว่าลูกในท้องไม่ค่อยแข็งแรงมีความเสี่ยงที่จะขาดออกซิเจนระหว่างเจ็บท้องคลอด สำหรับกรณีเช่นนี้ คุณหมอก็จะเลือกใช้วิธีที่สุดนั่นคือวิธี ผ่าคลอด และที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้คือเรื่องจริงที่คุณแม่ต้องเจอ เมื่อเลือกคลอดลูกน้อยด้วยวิธีการผ่า ความปลอดภัยทั้งหมดถูกจะการันตีได้ 100% ก็ต่อเมื่อออกจากห้องผ่าคลอดแล้วเท่านั้น “ผ่าคลอด” เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงทั้งแม่และลูกในท้อง เพราะในทุกขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์อาจยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า ขั้นตอนการผัดตัดสำเร็จไปได้ด้วยดีหรือไม่ จึงต้องรอให้เสร็จสิ้นกระบวนการก่อนแล้วเท่านั้น ที่สำคัญ ผู้หญิงที่ตัดสินในเลือกการผ่าคลอดโดยใช้วิธีบล็อกหลังนั้น สติสัมปชัญญะทั้งหมดนั้นยังคงมีอยู่ แต่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดใดทั้งสิ้นอันเนื่องมาจากฤทธิ์ยาชา จะรับรู้ได้เพียงการเคลื่อนไหวเข้าออกที่เกิดขึ้นภายในร่างกายระหว่างการผ่าตัดเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมทนเพื่อให้ลูกน้อยได้มีโอกาสลืมตามาดูโลก ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพักฟื้นหลังผ่าคลอด เมื่อขั้นตอนผ่าคลอดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จนสามารถให้กำเนิดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยแล้ว จากนั้นจะเป็นช่วงวินาทีแห่งความปลาบปลื้มใจที่อาจทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ทว่า เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอ เพราะสิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญหลังจากช่วงเวลาเหล่านี้ คือ อาการเจ็บจากแผลผ่าตัดที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะหนึ่ง อีกทั้งยังต้องเผชิญกับสภาพร่างกายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป จากรอยแผลเป็นของขั้นตอนการผ่าตัดที่ถูกประทับทิ้งไว้ที่หน้าท้อง ต้องมีสภาพจิตใจที่เข็มแข็งเมื่อเข้ารับการผ่าคลอด สำหรับวิธีผ่าคลอด บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องธรรมดา มองดูแล้วไม่ได้มีกระบวนการที่ซับซ้อนเท่าไหร่นัก ถือว่าคิดผิดแล้ว เพราะการผ่าตัดทำคลอดถือเป็นการผ่าตัดใหญ่อย่างหนึ่ง…

เทรนด์การแพทย์ที่ควรจับตามองอย่างยิ่ง ประจำปี 2018

เทรนด์การแพทย์ที่ควรจับตามองอย่างยิ่ง ประจำปี 2018

เทรนด์การแพทย์ที่ควรจับตามองอย่างยิ่ง ประจำปี 2018             ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วทำให้ใครหลายคนก้าวตามแทบตามไม่ทัน มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ทั้งวิทยาการใหม่ อาชีพใหม่ ๆ ที่ไม่คิดว่าจะมี ในขณะเดียวกันหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ก็กำลังจะสูญสลายไป เช่นเดียวกับวิทยาการทางการแพทย์ที่คงยังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะยั้งแต่อย่างใด โดยเฉพาะในปี 2018  ก็มีความก้าวหน้าทางการแพทย์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะมากมาย ซึ่งเทรนด์การแพทย์ที่น่าสนใจและควรจับตามองก็จะมีดังต่อไปนี้ ยาที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษ สำหรับรักษาบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น Personalized Medicine โดยปกติแล้ว เมื่อแพทย์เจอคนไข้ที่เป็นเบาหวาน ก็จะให้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือไม่เช่นนั้นก็ฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ทำร่วมไปกับการบอกให้คนไข้ควบคุมอาหาร ซึ่งวิธีการรักษาแบบนั้นอาจได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่หากเราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เบาหวานที่เกิดกับคนไข้รายนั้นเกิดจากความผิดปกติของยีนส์ชนิดใด ก็ทำให้ผลิตยาขึ้นมาเพื่อรักษาไปที่ยีนตัวนั้นโดยตรงเลย การทำแบบนี้จะตรงประเด็นกว่าการให้ยาคุมน้ำตาล ซึ่งเป็นการควบคุมที่ปลายเหตุ การรักษาด้วยวิธี Gene Therapy ถึงดูจะห่างใกลความเป็นจริง แต่เนื่องจากวิทยาการต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาก้าวหน้าไปมากมายแบบก้าวกระโดด การตรวจแล็บต่าง ๆ จึงทำได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นและมีราคาถูกลงมากกว่าเดิม ทำให้เรื่องยาพิเศษสำหรับคนไข้แต่เพียงผู้เดียวจึงไม่ใช่เรื่องใกลตัวอย่างที่คิด ระบบติดตามการรับประทานยาของผู้ป่วย Pill Sensor System มีผู้สูงอายุบางท่าน…

รักษาเบาหวานในสุนัขไม่ยาก ด้วยหลักการ 3 อ

รักษาเบาหวานในสุนัขไม่ยาก ด้วยหลักการ 3 อ.

รักษาเบาหวานในสุนัขไม่ยาก ด้วยหลักการ 3 อ.             วิธีการรักษาเบาหวานในสุนัข หลายคนคงทราบกันมาบ้างแล้ว เพราะสุนัขก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกันกับคน แต่ก็มีผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ที่ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าสุนัขกำลังป่วยด้วยโรคเบาหวานอยู่ เพราะไม่ค่อยพาไปตรวจสุขภาพ และตรวจวัดน้ำตาลในกระแสเลือดอย่างเป็นประจำ จนกระทั่งอาการของโรคแสดงมากขึ้นจึงพาไปตรวจ เลยทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน เมื่อเวลานั้นมาถึงการรักษาเบาหวานก็จะทำได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น ให้หมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ และควรพาสุนัขไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังโรค ก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น สำหรับวิธีการรักษาเบื้องต้นนั้น แนะนำให้ใช้หลัก 3 อ. ซึ่งจะแบ่งออกได้ดังนี้ รักษาเบาหวานด้วยอาหาร อาหาร จัดเป็นส่วนสำคัญในการรักษาเบาหวาน เพราะเปรียบได้ดั่งจุดเริ่ม ที่จะทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ดังนั้นลักษณะของอาหารที่ดี สำหรับสุนัขที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน นั่นก็คือ อาหารที่ควบคุมน้ำหนักของร่างกายให้เหมาะสมตามสัดส่วน ไม่ให้ผอมหรืออ้วนมากจนเกินไป หรืออาหารที่ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว และควรเป็นอาหารที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ง่าย “การคุมอาหารจึงมีส่วนช่วยในการรักษาเบาหวานเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับคงที่ ทำให้ง่ายต่อการรักษาด้วยการใช้อินซูลินต่อไป” รักษาเบาหวานด้วยการออกกำลังกาย การออกกำลังก็เป็นส่วนช่วยในการรักษาเบาหวานที่ดี สุนัขที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรได้รับการออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การทำงานของอินซูลินมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งการออกกำลังกายยังเป็นการช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้นด้วย แต่ไม่ควรให้น้องหมาออกกำลังกายหนักจนเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมาได้เช่นกัน รักษาเบาหวานด้วยอินซูลิน สำหรับ “อินซูลิน” ที่ถูกใช้ในการรักษาเบาหวานในสุนัข จะมาจาก 3…

มะเร็งปากมดลูก

อาการที่บอกถึง “มะเร็งปากมดลูก”

              มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด และโรคมะเร็งเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดยาก เพราะส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อน มะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตมากที่สุด คือ โรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้หญิงมากที่สุดในประเทศไทย โดยสาเหตุดังกล่าวยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากสาเหตุอะไร และยังไม่มีข้อชี้ชัดว่าจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ สำหรับมะเร็งปากมดลูกจะมีสัญญาณที่บอกถึงอาการ โดยสามารถสังเกตได้หลายอาการ คือ                 อาการของมะเร็งปากมดลูก                 -เลือดออกทางช่องคลอด อาจจะเกิดจากเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือเลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงที่มีประจำเดือน หากเกิดอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที                 -มีของเหลวทางช่องคลอด กรณีของการมีตกขาวทั้งที่เป็นแบบน้ำและแบบข้น อาการดังกล่าวผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นภายในช่องคลอด แต่สำหรับบางรายอาจจะมีอาการมูกหรือหนองปนออกมา บางรายมีเศษเนื้อปะปนซึ่งอาจจะมีกลิ่นหรือไม่มีกลิ่น หากมีอาการตกขาวควรสังเกตและปรึกษาแพทย์ทันที                 -เบื่ออาหาร เป็นอาการหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งผู้เป็นมะเร็งจะรับประทานได้น้อย หากสังเกตผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งจะมีรูปร่างผอมซูบ และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วนี่ก็เป็นสัญญาณบอกถึงโรคร้าย                 -อาการขาบวม อาการขาบวมผิดปกติโดยไม่มีการฟกช้ำหรือบาดเจ็บ ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเซลล์มะเร็งกำลังกระจายสู่ต่อมน้ำเหลือง                 -ประจำเดือนมามาก ปกติผู้หญิงจะมีประจำเดือนอยู่ในระยะเวลา 7-10 วัน แต่ถ้าหากมีประจำเดือนมามากผิดปกติ ซึ่งเกินระยะเวลาที่ควรจะเป็น                 -ปวดถ่วงตรงท้องน้อย อาการปวดถ่วงท้องน้อยจะเป็นอาการของเซลล์มะเร็งกระจายเป็นวงกว้างและอาจมีขนาดใหญ่ขึ้น ในบางรายอาจจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น…

เครื่อง Thermage รุ่น CPT กระชับสัดส่วนระดับเวิลด์คลาสผู้เชี่ยวชาญ

เครื่อง Thermage รุ่น CPT กระชับสัดส่วนระดับเวิลด์คลาสผู้เชี่ยวชาญ เครื่อง Thermage รุ่น CPT เครื่องแรกที่ได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย โดยศูนย์รวมความงามพรรณทิพย์คลินิก ซึ่งคลินิกแห่งนี้ได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ทั้งทางด้านการกระชับสัดส่วนในระดับเวิลด์คลาส การดูแลบำรุงรักษาผิวพรรณ การลดเลือนริ้วรอย ปรับรูปหน้า หรือการกระชับใบหน้าด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการที่มีความทันสมัย เทคโนโลยีที่เรียกกันว่าเครื่องเทอร์มาจ หรือ Thermage รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ สามารถตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการแก่ผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพผิวเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เด่นชัดในเรื่องของการรักษาฟื้นฟูสุขภาพผิว ซึ่งสามารถรักษาผิวที่มีริ้วรอย ใบหน้าขาดความกระชับเข้ารูป ปรับใบหน้าเรียวเพื่อให้ใบหน้ามีความกระชับตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับบางคนที่ได้รับการรักษาสุขภาพผิวบนใบหน้าด้วยเครื่อง Thermage รุ่น CPT สามารถพบกับใบหน้าที่มีความนุ่ม เรียบเนียน และผิวหน้าดูอ่อนวัยกว่าคนที่มีอายุใกล้เคียงกัน เนื่องจากมีผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับเครื่อง Thermage จนสามารถสร้างการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังของเราได้อย่างปลอดภัย   Thermage กับการกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง จริงอยู่ที่ร่างกายของคนเราสามารถผลิตคอลลาเจนด้วยตัวเองได้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปอายุที่เพิ่มมากขึ้นจนถึงช่วงวัยที่ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง หรือร่างกายอาจจะไม่สามารถสร้างคอลลาเจนได้ด้วยตัวมันเอง การทำ Thermage จึงเข้ามาช่วยในเรื่องการฟื้นฟูบำรุงสุขภาพผิวของเราให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการกระตุ้นหรือเสริมสร้างคอลลาเจนจากภายในสู่ภายนอกของร่างกาย และยังซ่อมแซมผิวให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิทยาการในการบำรุงรักษาสุขภาพผิวบนใบหน้า สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่นั้นถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะว่าผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย แห้งเหี่ยว ไม่ตึงกระชับ หน้าบวมไม่เข้ารูปต่างๆ เกิดจากคอลลาเจนภายในร่างกายของเราซึ่งเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ดังนั้น…

โรคเบาหวาน

รักษาเบาหวานด้วยวิถีธรรมชาติ

                           สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่โดยจะต้องไม่ขึ้นสูงกว่าค่าปกติเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ เพราะหากระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวานขึ้นตา หรืออาจจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงทำให้ผู้ป่วยจะต้องมีการรับประทานอาหารที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับใครหลายคนมองหาการรับประทานแบบพื้นบ้านโดยใช้สมุนไพรในการเข้าช่วย เพราะสมุนไพรนอกจากจะรักษาโรคเบาหวานแล้วยังช่วยให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้นได้อีกด้วย           สมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาเบาหวาน มีดังนี้                    มะระขี้นก เป็นสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ของการลดระดับน้ำตาลในเลือด เรียกได้ว่าเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเป็นอย่างมาก เพราะในมะระขี้นกจะมีสารซาแรนติน มีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยเพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน และยังช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย                    อบเชย หรือ ซินนามอน มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเกี่ยวกับเบาหวาน                    เห็ดหลินจือ เป็นสมุนไพรที่สุดยอดของจีนที่อุดมไปด้วยคุณค่าของยาไม่เพียงรักษาโรคมะเร็งเท่านั้นแต่ยังสามารถรักษาเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเห็ดหลินจือมีสารในกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์ มีฤทธิ์ต้านการหลังอินซูลินจะเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลดลง                    บอระเพ็ด มีรสชาติที่ขม โดยในตำรับไทยระบุสรรพคุณที่ช่วยบำรุงหัวใจ ลดไข้ และช่วยให้เจริญอาหาร นอกจากนั้นยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ                    ตำลึง เป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับรักษาเบาหวานมานาน โดยตามตำราแพทย์ระบุว่า…

อาหารรักษามะเร็ง

วิธีดูแลอาหารสำหรับผู้ที่กำลังรักษามะเร็ง

                       โภชนาการที่ถูกต้องสำหรับการรักษามะเร็ง                 สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจะมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาและผลข้างเคียงที่ตามมาจากการรักษา อีกทั้งยังต้องกังวลเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่ต้องได้รับโภชนาการที่ถูกต้องและครบถ้วน เพราะอาหารจะมีผลข้างเคียงในการบรรเทารักษา ทำให้สุขภาพไม่ทรุดโทรม โดยผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในช่วงรักษามะเร็งควรเลือกกินอาหาร ดังนี้                 -อาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราในการสลายโปรตีนสูง ซึ่งการได้รับโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นที่เพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง โดยอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลา ไข่ นม ถั่วต่างๆ                 -อาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้น้อย การได้รับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงก็จะช่วยให้ร่างกายมีแรงในการทำกิจกรรมมากขึ้น                 -กินผัก ผลไม้ โดยจะต้องกินผัก ผลไม้ให้ครบวันละ 5 สี ซึ่งในผัก ผลไม้จะมีสารที่ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีคุณสมบัติของการป้องกันมะเร็งไม่ให้ลุกลม แต่ควรจะล้างให้สะอาด เช่น ดอกกะหล่ำ คะน้า มะเขือเทศ แขนงผัก ผักโขม บล็อคโคลี่ ส้มถั่ว แก้วมังกร มะม่วง…

ต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ขนส่งยาต้านมะเร็งด้วยอสุจิ

ปัจจุบันหากมีการพูดถึงการรักษามะเร็งจะนึกถึงการทำเคมีบำบัดเพื่อจัดการกับก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตภายในร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการที่รับยาเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินหรือเจาะสายน้ำเกลือจะทำให้ยาหมุนเวียนไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกายและทำให้ออกฤทธิ์ไปกับเซลล์อื่นๆด้วย ทำให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่น ผมร่วง อาเจียน คลื่นไส้ ซูบผอม ไม่มีแรง ยิ่งไปกว่านั้นยาที่เข้าสู่ร่างกายอาจจะไม่สามารถที่จะออกฤทธิ์กับก้อนเนื้อร้ายได้ แต่ออกฤทธิ์กับเซลล์ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ซึ่งอาจทำให้การรักษามะเร็งไม่หายขาด                 จึงทำให้มีนักวิจัยมุ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบนำส่งยาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายโดยตรงมากขึ้นด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีซึ่งทำให้นักวิจัยสังเคราะห์โมเลกุล ที่มีรูปทรงตามที่ต้องการได้ โดยโมเลกุลจะทำหน้าที่เป็นแคปซูลยาชนิดพิเศษที่รักษาระดับความเข้มข้นของตัวยาไม่ให้เจือจางในกระแสเลือดก่อนที่จะถึงเป้าหมาย โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองใช้เซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือแม้กระทั่งแบคทีเรีย ที่มีตัวยาอัดอยู่ข้างในผลที่ออกมาถือว่าเป็นผลดีในระดับหนึ่ง แต่ยังติดปัญหาเรื่องเซลล์ที่เข้าไปเหล่านี้ไม่มีภูมิคุ้มกันให้เกิดการทำงานขึ้นมาโดยไม่จำเป็น จึงทำให้มีการตระหนักถึงเซลล์ที่มีอยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถเคลื่อนที่เองได้ และสามารถไปยังเป้าหมายที่ชัดเจนได้ทุกครั้งที่ออกเดินทาง นั่นคือ อสุจิ! ใช่แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เกิดไอเดียที่จะใช้อสุจิเป็นตัวช่วยขนส่งยาผ่านทางช่องคลอดเพื่อรักษาโรคทางนรีเวชให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยจะเลือกใช้อสุจิของวัว เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงกับของมนุษย์ และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกับมนุษย์ และส่วนของเซลล์มะเร็งนักวิจัยเลือกใช้เซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งนักวิจัยได้ปล่อยอสุจิลงไปแหวกว่ายในยาต้านมะเร็งด็อกโซรูบิซิน เพื่อที่จะให้หัวของอสุจิที่มีดีเอ็นเอซึมซับตัวยาเข้าไป เพราะยาจะสามารถจับโมเลกุลอย่างดีเอ็นเอได้ดี สิ่งที่ยากที่สุดคือการควบคุมอสุจิไม่ให้แหวกว่ายไปมั่วๆ จึงทำให้ต้องสร้างบังเหียนระดับนาโนโดยใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชนิดพิเศษ ทำการสร้างบังเหียนโพลิเมอร์ แล้วนำไปเคลือบด้วยโลหะเช่น เหล็กและไทเทเนียม ที่ต้องเคลือบด้วยโลหะเพราะจะต้องใช้สนามแม่เหล็กเพื่อควบคุมทิศทางของอสุจิจากภายนอกร่างกาย และบังเหียนยังมีกลไกปล่อยยาออกมาจากอสุจิเมื่อเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว                 สำหรับการวิจัยในครั้งนี้จะยังมีการต่อยอดเพิ่มเติม เพราะการวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าอสุจิสามารถหลอมรวมเข้ากับเซลล์อื่นๆได้นอกเหนือจากเซลล์ไข่ ทำให้เกิดแนวคิดว่าต่อไปอาจจะใช้อสุจิเป็นตัวนำส่งสารพันธุกรรมสำหรับการรักษาโรคอื่นๆและบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

ทับทิมต้านมะเร็ง

ทับทิมต้านมะเร็งได้หรือไม่

                  ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน อร่อย และเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะในทับทิมอุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียน มีหน้าที่ในการช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งหากมีการรับประทานเป็นประจำจะช่วยยับยั้งเชื้อมะเร็งและต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี                 ในทับทิม มีกรดเอลลาจิก ที่ช่วยทำลายดีเอ็นเอของมะเร็ง รวมไปถึงหยุดการขยายตัวของเซลล์มะเร็งที่จะแพร่ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยประโยชน์ของทับทิมจะมีประโยชน์ทุกส่วนของผล คือ น้ำทับทิม มีวิตามินตามที่ร่างกายต้องการพร้อมเกลือแร่ในปริมาณสูง เหมาะสำหรับดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดภาวการณ์แข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง ช่วยบรรเทาโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง และยังช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้นอีกด้วย ต่อมาคือ เปลือกทับทิม ที่มีสารแทนนินสูงโดยสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติสำหรับต้านอนุมูลอิสระ โดยสรรพคุณคือลดการอักเสบ และยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนืยังมีคุณสมบัติทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหารและลำไส้ใหญ่อีกด้วย                 การรับประทานทับทิมจะต้องดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพื่อให้สารในทับทิมเข้าไปหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็ง แม้จะไม่มีอาการเป็นโรคมะเร็งก็สามารถดื่มได้เพื่อเสริมสุขภาพให้ดี ลดโอกาสการเกิดมะเร็ง และสามารถทานได้ทุกเพศทุกวัยนอกจากจะเป็นผลไม้ที่ใช้สำหรับต้านมะเร็งแล้ว ทับทิมยังมีวิตามินครบถ้วนตามที่น่างกายต้องการอีกด้วย

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา

จ้องคอมนาน ระวังวุ้นตาเสื่อมถามหา             วุ้นตาเสื่อมอาจจะเป็นคำที่ฟังไม่ค่อยคุ้นหูนัก สำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าเป็นคนเก่าคนแก่อายุ 50 ขึ้นจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะวุ้นตาเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่กลายมาเป็นอุปกรณ์ในการหาเงินเลี้ยงชีพ ของคนวัยทำงานกันเสียส่วนใหญ่ ทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา หรือแม้แต้ฟรีแลนซ์ที่ทำงานอยู่บ้าน ก็ต้องพบเจอกับภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวุ้นตาเสื่อมอยู่ตลอดเวลา วุ้นตาเสื่อม เกิดจากสาเหตุอะไร? โดยส่วนมากจะเกิดจากการใช้สายตาที่มากเกินความจำเป็น เช่นจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อ่านหนังสือในที่ที่มีแสงสว่างน้อย เล่นโทรศัพท์มือถือ ดูทีวี โดยเฉพาะการพิมพ์ หรืออ่านหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์จะทำให้วุ้นตาเสื่อมได้เร็ว เพราะตัวอักษรบนจอคอมไม่มีความคมชัด และปรากฏอยู่บนจอ LCD ทำให้มีมิติความลึกตื้น ที่ต่างจากการอ่านผ่านหนังสือจริง ๆ ทำให้สายตาของเราปรับระยะโฟกัสไม่ถูก นอกจากนี้การอ่านบทความต่าง ๆ แบบใช้เม้าส์เลื่อนลงไปมา ก็จะทำให้สายตาของเราเลื่อนลงไปมาแบบกระตุกเช่นกัน ลองเช็คง่าย ๆ โดยการหลับตาลง จะสัมผัสได้ถึงลูกตาที่สั่นไหวอยู่ตลอด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สายตาทำงานหนักกว่าปกติ จนเกิดเป็นปัญหาวุ้นตาเสื่อม อาการของวุ้นตาเสื่อม ปัญหาวุ้นตาเสื่อม ถือเป็นหนึ่งในโรคออฟฟิศซินโดรมที่คนเป็นกันบ่อย ซึ่งจะมีอาการดังนี้ เวลาลืมตาจะเห็นเป็นคราบดำ เหมือนใยแมงมุมลอยไปมา และจะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมองไปบริเวณพื้นที่สีขาว เห็นจุดลอย ๆ บางทีก็เห็นเป็นแสงแฟลชแวบไปมาจนเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สายตาพร่ามัวลง เหมือนมีม่านมาบดบังดวงตาเป็นแถบ…